11/08/2026
Japan, In My Eyes 2026 : 🪶 Chapter 2
ที่นั่งในร้านกาแฟ…
เมื่อพูดถึงย่านที่เก๋ชอบมากที่สุดในโตเกียว ก็คิดได้เพียงคำตอบเดียวคือ “ไดคังยามะ” เหตุผลก็เพราะว่า มันเป็นย่านที่มี “จังหวะพอดี” กับการเดินเที่ยวของเก๋ค่ะ
ไดคังยามะอยู่ห่างจากชิบุย่าแค่สถานีเดียว แต่ให้ความรู้สึกที่ต่างกันลิบลับ ถ้าเราเห็นความวุ่นวายของ Shibuya Crossing เห็นตึกสูงๆ ไฟนีออนเยอะๆ ทันทีที่ถึงไดคังยามะ ทุกอย่างจะช้าลง ถนนเล็กลง แต่เต็มไปด้วยร้านค้าสวยๆ ต้นไม้เยอะขึ้น และต้นไม้ที่สะดุดตาเก๋มากที่สุด คือ ต้นไอวี่ค่ะ
ถ้าจะให้คำจำกัดความ คุณสามารถเรียกเก๋ว่า ไอวี่ Lover ได้ค่ะ ความสัมพันธ์ของเก๋กับต้นไอวี่นั้นมีมาอย่างยาวนาน เก๋รักๆ เลิกๆ กับต้นไอวี่มาแล้วเป็น 10 รอบ ถึงแม้ช่วงนี้จะอยู่ในช่วงห่างกันสักระยะ แต่ความรักความคิดถึงยังมีอยู่เหมือนเดิม ☺️
ประเทศไทยเราไม่มีต้นไอวี่ เก๋รู้จักต้นไม้นี้ครั้งแรกผ่านหนังสือแต่งบ้านของญี่ปุ่น ในตอนนั้น เก๋มีคำถามขึ้นมาว่า ต้นนี้มันคือต้นอะไร? ทำไมมันเหมือนใบตำลึงแต่มันมีฟอร์มและลายด่างที่สวยกว่า ที่สำคัญ แค่ก้านไอวี่ก้านเดียว ตัดมาปักใส่ขวดแก้วลายคลาสสิกก็ทำให้บ้านดูอบอุ่นมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที ไม่จำเป็นต้องใช้ดอกไม้ แต่ใบไม้ของต้นนี้มันมีพลังมาก!
“ ต้นไม้นี้เหมือนเกิดมาพร้อมสิทธิพิเศษบางอย่าง ไม่ใช่ใบของต้นไม้ทุกต้นจะมีพลังในการแต่งบ้านได้ขนาดนี้ “นั่นคือความรู้สึกและการเจอกันครั้งแรกของเก๋กับต้นไอวี่ค่ะ
แล้วรักแรกของเก๋ก็มาอยู่ตรงหน้า เมื่อสัก 20 กว่าปีที่แล้ว มีร้านขายต้นไม้เล็กๆ ในตลาดคำเที่ยงทำต้นไอวี่กระถางเล็กๆ มาขาย เก๋กำลังขับรถผ่าน สายตาเก๋เหลือบไปเห็นใบไม้เล็กๆ ที่มันคุ้นตา เก๋รีบหาที่จอดรถ และเดินมาที่ร้านนี้อย่างรวดเร็ว เก๋เข้าไปมองใกล้ๆ ว่ามันใช่ต้นไอวี่หรือเปล่า เก๋ยังจำความรู้สึกนั้นได้ดี เก๋หยิบกระถางพลิกดูไปมา สัมผัสใบมันอยู่หลายรอบ เหมือนกลัวว่ามันจะเป็นของปลอม และถามย้ำกับเจ้าของร้านสัก 3 รอบเพื่อให้แน่ใจว่า มันคือต้นไอวี่แน่นะ! 😂
เมื่อได้รับความมั่นใจ เก๋ก็เริ่มยิ้มอย่างมีเลศนัย “ฉันเจอลูกฉันแล้ว ฉันต้องเอาลูกฉันกลับบ้านให้หมด ทิ้งไว้ไม่ได้เดี๋ยวมันเหงา!” สรุปวันนั้น เก๋ซื้อหมดเท่าที่ร้านเขาชำมาขาย ซึ่งมีประมาณ 10 ต้น แล้วเก๋ก็รีบหอบลูกกลับบ้าน ทั้งๆ ที่ตัวเองเพิ่งเสียเงินออกจากกระเป๋า แต่ความดีใจ เหมือนคนที่กำลังถูกหวยครั้งแรก 😂
แต่ว่า รักแรก หรือการเจอกันครั้งแรก บางครั้งมันก็ยังไม่สมหวังอย่างที่คิด
ผ่านไปแค่สามเดือน ต้นไอวี่ก็ค่อยๆ ตายไปทีละต้นจนหมด ถ้าจะบอกว่าเก๋ไม่รู้สึกผิดหวังก็คงโกหก ถึงจะรู้ว่ามันไม่ใช่ต้นไม้ที่เหมาะกับอากาศของเมืองไทย แต่เก๋ก็ยังหวังให้มันมีชีวิตรอด แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็เริ่มมีการนำเข้าต้นไอวี่เป็นกระถางใหญ่ ใบเลื้อยยาวสวยงามเข้ามาขายในตลาดอีกครั้ง คราวนี้เก๋รู้แล้วว่า ไอวี่ไม่ได้เลี้ยงง่ายอย่างที่คิด แต่ความที่มีใจรัก เก๋ยังซื้ออีกอยู่หลายครั้ง และทุกครั้งก็ลงเอยไม่ต่างกัน
เก๋ไม่รู้ว่าเก๋ควรต้องยอมรับว่าต้นไอวี่ไม่เหมาะกับการเลี้ยงในประเทศไทย หรือเป็นเพราะเก๋ยังไม่รู้จักมันดีพอ และยังไม่รู้วิธีที่จะรักษามันไว้กันแน่ ถึงแม้ว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เก๋พักความสัมพันธ์กับมันสักพัก แต่ว่า อะไรที่เรารัก แม้ว่าบางช่วงจะห่างกันไป แต่ในใจยังนึกถึงเสมอ
เก๋จำได้ว่า ตอนที่เดินเที่ยวย่านไดคังยามะครั้งแรก สิ่งที่เก๋ตื่นตาตื่นใจมากคือต้นไอวี่ ร้านค้าในไดคังยามะปลูกต้นไอวี่ไว้ตามมุมต่างๆ ของร้านได้อย่างฟุ่มเฟือยมาก มันเหมือนกับว่า ไม่ว่าจะวางไอวี่ไว้ตรงไหน ต้นไอวี่ก็สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแรงสวยงาม มันฟุ่มเฟือยถึงขนาดที่ปลูกคลุมดินได้เหมือนหญ้า แถมใบยังเขียวสมบูรณ์สวยงาม มันเหมือนกับเก๋ได้เห็นต้นไม้ที่เป็นรักแรกของเก๋ เติบโตที่นี่ได้อย่างสวยงามโดยไม่ต้องพยายาม และขณะเดียวกันมันก็สอนให้เก๋รู้ว่า อะไรก็ตาม ถ้าปล่อยให้เขาอยู่ในสภาวะที่เหมาะกับธรรมชาติของมัน มันจะเติบโตไปได้เอง และไปได้ดีด้วย
ดังนั้น ทุกครั้งที่มาย่านไดคังยามะ เก๋จะแวะมาหาลูกๆ ของเก๋เสมอ ไม่น่าเชื่อว่าแม้ว่าผ่านไปเป็นสิบปี ร้านบางร้านที่เคยปลูกต้นไอวี่ไว้อย่างสวยงาม ต้นไอวี่ก็ยังอยู่ แม้ว่าใบจะไม่เขียวสวยเท่าเดิม แต่มันยังอยู่ มันไม่หายไปไหน ขอแค่มันยังมีชีวิตอยู่ เก๋ก็รู้สึกอุ่นใจและยิ้มได้ค่ะ
แต่ไม่ใช่แค่ต้นไอวี่อย่างเดียวที่เก๋คิดถึง ร้านค้าในย่านไดคังยามะค่อนข้างมีรสนิยมค่ะ แต่ละร้านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีดีไซน์และภาษาของตัวเองชัดเจน มันเหมือนเขาพูดกับเก๋ด้วยเสียงเบาๆ แบบไม่ตะโกน เขาแสดงตัวตนผ่านการแต่งร้าน และบางครั้งของแต่งร้านเหล่านั้นทำหน้าที่เป็นพนักงานที่คอยเชื้อเชิญให้เก๋เดินเข้าไปดูในร้านได้อย่างง่ายดาย
ถ้าจะเทียบไปแล้ว ย่านไดคังยามะคือย่านที่ทำให้เก๋เดินเที่ยวในญี่ปุ่นได้อย่างสบายใจ และทุกๆ ครั้งที่เก๋ได้เดินผ่านหน้าร้าน เดินเข้า เดินออกร้านต่างๆ หัวใจเก๋มีรอยยิ้มเสมอ เพราะไม่เคยเลยที่เก๋จะไม่ได้ไอเดียอะไรกลับมาทำงาน ถ้าจะพูดเจาะจงลงไปให้ชัด ย่านไดคังยามะ คือโตเกียวที่เก๋อยากเห็น และเป็นโตเกียวที่เก๋คิดถึงมากที่สุดค่ะ
เมื่อพูดถึงสถานที่ที่เก๋ต้องไปทุกครั้งเมื่อมาที่นี่ ก็คิดว่าคล้ายกับหลายๆ คน คือ ร้าน “IVY PLACE” และ Daikanyama T-SITE
IVY PLACE เป็นร้านอาหารที่ตั้งอยู่ข้างๆ Daikanyama T-SITE ตอนแรก เก๋ไม่ได้เห็นชื่อร้าน แต่สิ่งที่เก๋เห็นก่อนอย่างแรก คือใบไอวี่ที่ปลูกคลุมดินใบใหญ่เท่าใบพลูบ้านเรา
เก๋เดินเข้าไปถ่ายรูปใกล้ๆ ในใจก็คิดว่า “ทำไมใบมันใหญ่ขนาดนี้ 😳 ถ้าคนญี่ปุ่นมาเห็นใบพลูที่เมืองไทย เขาจะคิดเหมือนกันไหมว่า ‘ใบอะไรเนี่ย เหมือนใบไอวี่บ้านเราเลย! 555’”
พอถ่ายรูปอยู่สักพัก เก๋ถึงเห็นว่ามันชื่อร้าน IVY PLACE มิน่าล่ะ! ใบไอวี่ของร้านนี้ถึงใบใหญ่กว่าที่อื่น ก็ถ้าไม่ใหญ่ก็คงไม่ใช่ IVY PLACE สินะ ☺️
แต่เมื่อเข้าไปแล้ว สิ่งที่เก๋ชอบมากที่สุดคือบรรยากาศของร้านนี้ค่ะ เก๋ชอบที่เขาจัดดอกไม้แจกันใหญ่ไว้กลางร้าน มันทำให้ร้านดูสดชื่นและอบอุ่น และให้ความรู้สึกแบบยุโรปเล็ก ๆ โคมไฟที่ห้อยลงมาอย่างคลาสสิก แสงที่สว่างพอดี ที่ทำให้นั่งกินอาหารได้อย่างสบาย และดูเหมือนการแต่งร้านของร้านนี้จะได้ผล เพราะเมื่อเก๋มองไปรอบๆ คนที่มานั่งกินอาหารก็ดูผ่อนคลายเช่นกัน
เวลาที่นั่งรออาหาร เก๋ชอบมองไปรอบๆ ตัว จะเรียกว่า เก๋ชอบสังเกตผู้คนก็ว่าได้ค่ะ
บางโต๊ะเป็นครอบครัวใหญ่ บางโต๊ะเป็นคู่เดทหนุ่มสาว และบางโต๊ะเป็นบรรดาแม่ๆ ลูกอ่อน ที่หาเวลาว่างมานั่งดื่มกาแฟและเม้าส์มอย ที่ระหว่างคุยก็ต้องคอยสลับกับการกล่อมลูกไม่ให้ร้องเสียงดัง
การเป็นแม่ ไม่ว่าเป็นประเทศไหนก็เหนื่อยเหมือนกันหมด เก๋จินตนาการได้เลยว่าเขาต้องทำอะไรบ้าง ก่อนที่จะมีเวลามานั่งคุยกับเพื่อนในร้านอาหาร แล้วก็อาจจะต้องรีบกลับไปทำอาหารเย็น และมีงานบ้านรออีกกองพะเนิน ช่วงเวลาที่ได้ออกมาคุยกับเพื่อนอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายที่สุดในวันนั้น
เก๋ชอบการได้เห็นการใช้ชีวิตของผู้คนผ่านสถานที่ต่างๆ เก๋เรียกสิ่งที่เห็นเหล่านี้ว่า “วิถีชีวิต” และที่จริง คำว่าเที่ยวของเก๋ ถ้าจะอธิบายมันให้ชัด มันคือการได้เดินทางท่องเที่ยวและเห็นวิถีชีวิตของผู้คนผ่านสถานที่ที่เก๋ไปค่ะ
ร้าน IVY PLACE จึงเป็นร้านที่มีไอวี่ อาหารที่ดี และยังมีบรรยากาศของร้านที่น่าสนใจสำหรับเก๋มากค่ะ
ถัดจากร้าน IVY PLACE ก็เป็นอีกสถานที่ที่เก๋ชอบมากที่สุดอีกที่หนึ่ง ถ้ามีโอกาสได้มาโตเกียว เก๋คงไม่พลาดที่นี่แน่ค่ะ ก็เก๋เป็นแฟนคลับหนังสือญี่ปุ่น จะมีอะไรมีความสุขและตื่นตาตื่นใจไปกว่าการได้เห็นร้านหนังสือที่มีหนังสือให้อ่านมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือแต่งบ้าน หนังสือเกี่ยวกับอาหาร หรืองานฝีมือ แค่เปิดดูภาพเฉยๆ ก็เพลินแล้วค่ะ
สิ่งที่เก๋ชอบในหนังสือญี่ปุ่น คือวิธีการถ่ายภาพของคนญี่ปุ่นที่มีมุมมองและอารมณ์ในการสื่อสารไม่เหมือนชาติอื่นๆ ภาพของเขามีเอกลักษณ์ค่ะ ถ้าเอาภาพมาเรียงกันโดยไม่บอกว่ามาจากประเทศอะไร เก๋คิดว่าเก๋สามารถชี้ได้เลยว่าอันไหนมาจากช่างภาพญี่ปุ่น เพราะอารมณ์ของภาพมันชัดเจนมากสำหรับเก๋ หนังสือเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่หนังสือ แต่เหมือนการรวบรวมภาพถ่ายสวยๆ เอาไว้ให้เราได้เสพงานศิลปะไปพร้อมกัน
Daikanyama T-SITE คือโครงการที่มีร้านหนังสือ Tsutaya อยู่ตรงกลาง และมี Starbucks, Anjin Lounge และ IVY PLACE อยู่รอบๆ เขาบอกว่าแนวคิดของเขาคือ “A Library in The Woods” คือ ห้องสมุดกลางป่า แต่เก๋ไม่ได้รู้สึกว่ามันอยู่ในป่าขนาดนั้น แต่ภาพจำที่เด่นชัดในนั้นคือ มันมีครบทุกอย่างที่อยากใช้ชีวิตในโตเกียว หรือใช้เวลาที่นั่นในหนึ่งวันโดยไม่เบื่อ
ตั้งแต่เดินเล่นรอบๆ เก็บไอเดีย เสร็จแล้วก็มานั่งกินข้าวที่ IVY PLACE เสร็จแล้วเดินเข้าร้านหนังสือ ถ้าได้หนังสือที่น่าสนใจก็หยิบมาอ่านที่ Starbucks ที่อยู่ใกล้ๆได้ โดยไม่มีใครว่าอะไร แม้จะยังไม่ได้ซื้อหนังสือก็ตาม
ตอนที่มาที่นี่คนเดียว เก๋จะใช้เวลานั่งอ่านหนังสือและดื่มกาแฟที่ Starbucks นานมาก สิ่งหนึ่งที่เก๋ชอบคือการนั่งสังเกตผู้คนในร้านกาแฟ เก๋ชอบมองไปรอบๆ และสังเกตว่าคนญี่ปุ่นสามารถนั่งเงียบๆ อยู่กับหนังสือหรืองานตรงหน้าได้อย่างสงบและเป็นเรื่องปกติ ซึ่งสิ่งนี้ค่อนข้างต่างจากบรรยากาศร้านกาแฟในประเทศไทย ที่มักมีบทสนทนามากกว่าการนั่งเงียบๆ อยู่กับตัวเอง ร้านกาแฟในญี่ปุ่นจึงค่อนข้างเหมาะกับบุคลิกของเก๋ เพราะเก๋เป็นพวกชอบนั่งเงียบๆ แอบมองผู้คน และชอบคิดหาไอเดียอยู่คนเดียวในร้านกาแฟค่ะ ☺️
แต่ว่าครั้งนี้มากับเพื่อน เก๋ไม่กล้าใช้เวลาที่นี่นาน เพราะเพื่อนไม่ได้ดื่มกาแฟ และเราไม่ได้มีเวลามากนักที่จะอยู่ที่ไหนนานๆ แต่ถึงจะใช้เวลาไม่นาน แต่สายตาเก๋ก็สแกนบรรยากาศโดยรอบอย่างรวดเร็ว และมันก็มีสิ่งที่เก๋สะดุดตา และตกใจกับสิ่งที่เห็นอยู่พอสมควร
“เขาสามารถนั่งชิดกันได้ขนาดนี้เชียวเหรอ?”
ที่นั่งในร้าน Starbucks ถูกจัดเรียงเป็นโต๊ะยาว เก้าอี้จัดวางเรียงไว้เป็นแนวยาวทั้งสองฝั่ง ที่สำคัญระยะห่างของเก้าอี้นั้นติดกันจนขยับตัวก็ยังรู้สึกเกรงใจคนข้างๆ แถมด้านหน้ายังมีเก้าอี้อีกฝั่ง ที่มีคนนั่งอยู่ตรงข้าม แค่วางโน้ตบุ๊ก ก็แทบจะติดกันจนไม่กล้าหายใจ หรือถ้าเผื่อนั่งหงายหน้ามา อาจจะเจอการประสานตากับอีกฝ่ายโดยไม่ได้ตั้งใจ
สิ่งนี้สร้างความประหลาดใจ และน่าสนใจไปพร้อมๆ กัน
คนญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่าต้องการความเป็นส่วนตัวสูง แต่เขาสามารถนั่งอย่างใกล้ชิดกับคนแปลกหน้าโดยไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ เท่าที่สังเกต ถึงแม้จะมีที่นั่งชิดเรียงกันมากมาย แต่ไม่มีเก้าอี้ไหนว่างเลยแม้แต่น้อย แต่ละคนก้มหน้าทำงานกับโน้ตบุ๊กเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ
สำหรับคนช่างคิดอย่างเก๋ เก๋มีคำถามมากมายอยู่ในหัวค่ะ
ถ้าจะให้พูดแบบขำๆ คือ ถ้าเป็นเมืองไทย โต๊ะลักษณะนี้ ถ้าเก๋ไปทุกวันคงได้แฟนใหม่ แต่ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นอาจนั่งหายใจรดกันสองชั่วโมงแล้วลุกกลับโดยไม่รู้แม้แต่ชื่อกัน 😂
คนญี่ปุ่นสามารถแยก “ระยะห่างทางกาย” ออกจาก “ระยะห่างทางใจ” ได้อย่างชัดเจน
บนรถไฟ คนญี่ปุ่นสามารถยืนเบียดกันจนตัวติด แต่ต่างคนต่างไม่สบตา ไม่พูด ไม่แสดงการรับรู้ว่ามีอยู่ของกันและกัน และที่ Starbucks ก็คงคล้ายกัน แม้ว่าเก้าอี้จะอยู่ใกล้ แต่เมื่อทุกคนมองหนังสือ โทรศัพท์ หรือโน้ตบุ๊ก ก็เหมือนแต่ละคนสร้าง “ห้องส่วนตัวที่มองไม่เห็น” ขึ้นมารอบๆ ตัว
ซึ่งต่างจากเมืองไทยในความรู้สึกเก๋ค่ะ เท่าที่สังเกต การนั่งชิดกันแบบนั้นในร้านกาแฟของคนไทย อาจเกิดการสบตา มีการยิ้มทักทาย หรือถ้ามีจังหวะขำร่วมกันนิดเดียว ก็อาจกลายเป็นบทสนทนา มีการแซว ยาวไปจนถึงการแลกไลน์ได้เลย คนไทยเราเก่งในการใช้ความเป็นกันเองละลายระยะห่าง แต่คนญี่ปุ่นอาจรักษาความสุภาพด้วยการไม่ล่วงเข้าไปในพื้นที่ของอีกฝ่าย
เก๋คิดว่า วัฒนธรรมไทยและลักษณะของไทยมีความเก่งในการสร้างบรรยากาศให้เป็นกันเอง สนุก อบอุ่น และเราสามารถสร้างข้อต่อของความสัมพันธ์ได้ดี
แม้ว่าร้านกาแฟแบบเดียวกัน จัดวางร้านคล้ายๆ กัน แต่ถ้าตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ลูกค้าอาจได้ความสงบ แต่สำหรับประเทศไทย ลูกค้าอาจได้ความสัมพันธ์
คิดว่าจุดมุ่งหมายของคนที่ไปร้านกาแฟทุกๆ วัน มีอะไรบ้างคะ?
แต่ละคนอาจมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างออกไป บางคนอาจออกไปนั่งร้านกาแฟ เพราะอยากไปนั่งทำงาน บางคนออกไปเพราะไม่อยากอยู่บ้านคนเดียว บางคนอยากไปนั่งร้านกาแฟ เพื่อใช้เวลาในการคิดทบทวนบางอย่าง… แก้วกาแฟแก้วหนึ่งในร้านกาแฟร้านหนึ่ง อาจมีความหมายในใจที่แตกต่างกัน
ประเทศไทยเราอาจไม่โดดเด่นในเรื่องนวัตกรรมใหม่ ๆ แต่เราก็ไม่ด้อยในศาสตร์โบร่ำโบราณอย่างวิชา “มนุษย์” ถ้าเราดูประวัติศาสตร์ไทย เราไม่ได้ปกป้องประเทศด้วยความมั่นคงทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่ประเทศไทยเรายังปกป้องประเทศด้วยการทูต เราใช้การเจรจา ความสัมพันธ์ ความเป็นข้อต่อให้กับประเทศต่างๆ ได้เก่งมาโดยตลอด
บางทีอาวุธที่เก่าแก่ที่สุดของคนไทย อาจไม่ใช่ดาบ ปืน รถถังหรือเครื่องบินรบ แต่อาจเป็นความสามารถในการอ่านสถานการณ์ อ่านคน และรู้ว่าสิ่งที่มนุษย์ต้องการที่แท้จริงคืออะไร
ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงแรม สิ่งเหล่านี้มีอยู่ทุกมุมโลก แต่ว่า ถ้าเราจะมองสิ่งเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง ประเทศไทยเราสามารถสร้างร้านอาหาร ร้านกาแฟ และโรงแรมให้แตกต่างจากที่อื่นได้ด้วย DNA ของวัฒนธรรมไทย
พื้นที่ในร้านกาแฟที่ชิดกันของที่อื่นอาจเป็นเพียงการใช้พื้นที่ให้คุ้ม แต่สำหรับประเทศไทย อาจเป็นพื้นที่ของโอกาสสร้างความสัมพันธ์ให้รู้จักกัน
การท่องเที่ยวของประเทศอื่นอาจเป็นการเปิดประสบการณ์และการพักผ่อน แต่ของประเทศไทยอาจเป็นพื้นที่ที่คนเหงาอาจได้เพื่อนใหม่…
บางครั้งคำว่า Products อาจไม่ใช่สิ่งที่เห็นจับต้องได้ แต่ มันอาจเป็นนามธรรมที่อยู่ในอากาศ และถ้าเราหยุดคิดให้ดี เรื่องแบบนี้ประเทศไทยเราทำได้ดีค่ะ
เก๋โบกมือลา Daikanyama และต้นไอวี่ของเก๋ด้วยความชื่นชม Daikanyama ยังเป็นย่านที่ให้ไอเดียเก๋ได้เสมอ และไอวี่ก็ยังเป็นต้นไม้ที่สร้างความสุขและความลึกซึ้งให้เก๋ได้เหมือนเดิม
เก๋ชอบต้นไอวี่เพราะถูกชะตา แต่ก็พบว่า ความหมายของต้นไอวี่นั้นลึกซึ้งอีกด้วย ในภาษาดอกไม้ ไอวี่มักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ ความผูกพัน และความรักที่มั่นคงไม่เสื่อมคลาย
แต่เก๋ชอบอีกความหมายหนึ่งของมันค่ะ ไอวี่เป็นตัวแทนของความสัมพันธ์ที่ “ไม่ใช่ความรักที่ร้อนแรง แต่เป็นความรักที่อยู่ด้วยกันนานๆ ค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกัน” เก๋คิดว่า ความหมายของรักนิรันดรของไอวี่อันนี้ ตรงกับความรู้สึกเก๋ที่สุดค่ะ
บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เก๋ยังคิดถึงไดคังยามะอยู่เสมอ เพราะทุกครั้งที่กลับไป ต้นไอวี่เหล่านั้นยังอยู่ตรงที่เดิม ค่อยๆ เติบโตไปตามเวลาของมัน และเก๋เองก็ได้กลับไปมองมันอีกครั้งในเวลาของเก๋เช่นกัน ☺️
🍂
🍂
🍂
~ moon 11 ~