Moon 11 Lifestyle, Traveler , Decorating Ideas , holiday home in Chiangmai ( moon 11 boutique home ) ,blo

Japan, In My Eyes 2026 : 🪶 Chapter 2ที่นั่งในร้านกาแฟ…เมื่อพูดถึงย่านที่เก๋ชอบมากที่สุดในโตเกียว ก็คิดได้เพียงคำตอบเดียว...
11/08/2026

Japan, In My Eyes 2026 : 🪶 Chapter 2

ที่นั่งในร้านกาแฟ…

เมื่อพูดถึงย่านที่เก๋ชอบมากที่สุดในโตเกียว ก็คิดได้เพียงคำตอบเดียวคือ “ไดคังยามะ” เหตุผลก็เพราะว่า มันเป็นย่านที่มี “จังหวะพอดี” กับการเดินเที่ยวของเก๋ค่ะ

ไดคังยามะอยู่ห่างจากชิบุย่าแค่สถานีเดียว แต่ให้ความรู้สึกที่ต่างกันลิบลับ ถ้าเราเห็นความวุ่นวายของ Shibuya Crossing เห็นตึกสูงๆ ไฟนีออนเยอะๆ ทันทีที่ถึงไดคังยามะ ทุกอย่างจะช้าลง ถนนเล็กลง แต่เต็มไปด้วยร้านค้าสวยๆ ต้นไม้เยอะขึ้น และต้นไม้ที่สะดุดตาเก๋มากที่สุด คือ ต้นไอวี่ค่ะ

ถ้าจะให้คำจำกัดความ คุณสามารถเรียกเก๋ว่า ไอวี่ Lover ได้ค่ะ ความสัมพันธ์ของเก๋กับต้นไอวี่นั้นมีมาอย่างยาวนาน เก๋รักๆ เลิกๆ กับต้นไอวี่มาแล้วเป็น 10 รอบ ถึงแม้ช่วงนี้จะอยู่ในช่วงห่างกันสักระยะ แต่ความรักความคิดถึงยังมีอยู่เหมือนเดิม ☺️

ประเทศไทยเราไม่มีต้นไอวี่ เก๋รู้จักต้นไม้นี้ครั้งแรกผ่านหนังสือแต่งบ้านของญี่ปุ่น ในตอนนั้น เก๋มีคำถามขึ้นมาว่า ต้นนี้มันคือต้นอะไร? ทำไมมันเหมือนใบตำลึงแต่มันมีฟอร์มและลายด่างที่สวยกว่า ที่สำคัญ แค่ก้านไอวี่ก้านเดียว ตัดมาปักใส่ขวดแก้วลายคลาสสิกก็ทำให้บ้านดูอบอุ่นมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที ไม่จำเป็นต้องใช้ดอกไม้ แต่ใบไม้ของต้นนี้มันมีพลังมาก!

“ ต้นไม้นี้เหมือนเกิดมาพร้อมสิทธิพิเศษบางอย่าง ไม่ใช่ใบของต้นไม้ทุกต้นจะมีพลังในการแต่งบ้านได้ขนาดนี้ “นั่นคือความรู้สึกและการเจอกันครั้งแรกของเก๋กับต้นไอวี่ค่ะ

แล้วรักแรกของเก๋ก็มาอยู่ตรงหน้า เมื่อสัก 20 กว่าปีที่แล้ว มีร้านขายต้นไม้เล็กๆ ในตลาดคำเที่ยงทำต้นไอวี่กระถางเล็กๆ มาขาย เก๋กำลังขับรถผ่าน สายตาเก๋เหลือบไปเห็นใบไม้เล็กๆ ที่มันคุ้นตา เก๋รีบหาที่จอดรถ และเดินมาที่ร้านนี้อย่างรวดเร็ว เก๋เข้าไปมองใกล้ๆ ว่ามันใช่ต้นไอวี่หรือเปล่า เก๋ยังจำความรู้สึกนั้นได้ดี เก๋หยิบกระถางพลิกดูไปมา สัมผัสใบมันอยู่หลายรอบ เหมือนกลัวว่ามันจะเป็นของปลอม และถามย้ำกับเจ้าของร้านสัก 3 รอบเพื่อให้แน่ใจว่า มันคือต้นไอวี่แน่นะ! 😂

เมื่อได้รับความมั่นใจ เก๋ก็เริ่มยิ้มอย่างมีเลศนัย “ฉันเจอลูกฉันแล้ว ฉันต้องเอาลูกฉันกลับบ้านให้หมด ทิ้งไว้ไม่ได้เดี๋ยวมันเหงา!” สรุปวันนั้น เก๋ซื้อหมดเท่าที่ร้านเขาชำมาขาย ซึ่งมีประมาณ 10 ต้น แล้วเก๋ก็รีบหอบลูกกลับบ้าน ทั้งๆ ที่ตัวเองเพิ่งเสียเงินออกจากกระเป๋า แต่ความดีใจ เหมือนคนที่กำลังถูกหวยครั้งแรก 😂

แต่ว่า รักแรก หรือการเจอกันครั้งแรก บางครั้งมันก็ยังไม่สมหวังอย่างที่คิด

ผ่านไปแค่สามเดือน ต้นไอวี่ก็ค่อยๆ ตายไปทีละต้นจนหมด ถ้าจะบอกว่าเก๋ไม่รู้สึกผิดหวังก็คงโกหก ถึงจะรู้ว่ามันไม่ใช่ต้นไม้ที่เหมาะกับอากาศของเมืองไทย แต่เก๋ก็ยังหวังให้มันมีชีวิตรอด แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็เริ่มมีการนำเข้าต้นไอวี่เป็นกระถางใหญ่ ใบเลื้อยยาวสวยงามเข้ามาขายในตลาดอีกครั้ง คราวนี้เก๋รู้แล้วว่า ไอวี่ไม่ได้เลี้ยงง่ายอย่างที่คิด แต่ความที่มีใจรัก เก๋ยังซื้ออีกอยู่หลายครั้ง และทุกครั้งก็ลงเอยไม่ต่างกัน

เก๋ไม่รู้ว่าเก๋ควรต้องยอมรับว่าต้นไอวี่ไม่เหมาะกับการเลี้ยงในประเทศไทย หรือเป็นเพราะเก๋ยังไม่รู้จักมันดีพอ และยังไม่รู้วิธีที่จะรักษามันไว้กันแน่ ถึงแม้ว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เก๋พักความสัมพันธ์กับมันสักพัก แต่ว่า อะไรที่เรารัก แม้ว่าบางช่วงจะห่างกันไป แต่ในใจยังนึกถึงเสมอ

เก๋จำได้ว่า ตอนที่เดินเที่ยวย่านไดคังยามะครั้งแรก สิ่งที่เก๋ตื่นตาตื่นใจมากคือต้นไอวี่ ร้านค้าในไดคังยามะปลูกต้นไอวี่ไว้ตามมุมต่างๆ ของร้านได้อย่างฟุ่มเฟือยมาก มันเหมือนกับว่า ไม่ว่าจะวางไอวี่ไว้ตรงไหน ต้นไอวี่ก็สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแรงสวยงาม มันฟุ่มเฟือยถึงขนาดที่ปลูกคลุมดินได้เหมือนหญ้า แถมใบยังเขียวสมบูรณ์สวยงาม มันเหมือนกับเก๋ได้เห็นต้นไม้ที่เป็นรักแรกของเก๋ เติบโตที่นี่ได้อย่างสวยงามโดยไม่ต้องพยายาม และขณะเดียวกันมันก็สอนให้เก๋รู้ว่า อะไรก็ตาม ถ้าปล่อยให้เขาอยู่ในสภาวะที่เหมาะกับธรรมชาติของมัน มันจะเติบโตไปได้เอง และไปได้ดีด้วย

ดังนั้น ทุกครั้งที่มาย่านไดคังยามะ เก๋จะแวะมาหาลูกๆ ของเก๋เสมอ ไม่น่าเชื่อว่าแม้ว่าผ่านไปเป็นสิบปี ร้านบางร้านที่เคยปลูกต้นไอวี่ไว้อย่างสวยงาม ต้นไอวี่ก็ยังอยู่ แม้ว่าใบจะไม่เขียวสวยเท่าเดิม แต่มันยังอยู่ มันไม่หายไปไหน ขอแค่มันยังมีชีวิตอยู่ เก๋ก็รู้สึกอุ่นใจและยิ้มได้ค่ะ

แต่ไม่ใช่แค่ต้นไอวี่อย่างเดียวที่เก๋คิดถึง ร้านค้าในย่านไดคังยามะค่อนข้างมีรสนิยมค่ะ แต่ละร้านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีดีไซน์และภาษาของตัวเองชัดเจน มันเหมือนเขาพูดกับเก๋ด้วยเสียงเบาๆ แบบไม่ตะโกน เขาแสดงตัวตนผ่านการแต่งร้าน และบางครั้งของแต่งร้านเหล่านั้นทำหน้าที่เป็นพนักงานที่คอยเชื้อเชิญให้เก๋เดินเข้าไปดูในร้านได้อย่างง่ายดาย

ถ้าจะเทียบไปแล้ว ย่านไดคังยามะคือย่านที่ทำให้เก๋เดินเที่ยวในญี่ปุ่นได้อย่างสบายใจ และทุกๆ ครั้งที่เก๋ได้เดินผ่านหน้าร้าน เดินเข้า เดินออกร้านต่างๆ หัวใจเก๋มีรอยยิ้มเสมอ เพราะไม่เคยเลยที่เก๋จะไม่ได้ไอเดียอะไรกลับมาทำงาน ถ้าจะพูดเจาะจงลงไปให้ชัด ย่านไดคังยามะ คือโตเกียวที่เก๋อยากเห็น และเป็นโตเกียวที่เก๋คิดถึงมากที่สุดค่ะ

เมื่อพูดถึงสถานที่ที่เก๋ต้องไปทุกครั้งเมื่อมาที่นี่ ก็คิดว่าคล้ายกับหลายๆ คน คือ ร้าน “IVY PLACE” และ Daikanyama T-SITE

IVY PLACE เป็นร้านอาหารที่ตั้งอยู่ข้างๆ Daikanyama T-SITE ตอนแรก เก๋ไม่ได้เห็นชื่อร้าน แต่สิ่งที่เก๋เห็นก่อนอย่างแรก คือใบไอวี่ที่ปลูกคลุมดินใบใหญ่เท่าใบพลูบ้านเรา

เก๋เดินเข้าไปถ่ายรูปใกล้ๆ ในใจก็คิดว่า “ทำไมใบมันใหญ่ขนาดนี้ 😳 ถ้าคนญี่ปุ่นมาเห็นใบพลูที่เมืองไทย เขาจะคิดเหมือนกันไหมว่า ‘ใบอะไรเนี่ย เหมือนใบไอวี่บ้านเราเลย! 555’”

พอถ่ายรูปอยู่สักพัก เก๋ถึงเห็นว่ามันชื่อร้าน IVY PLACE มิน่าล่ะ! ใบไอวี่ของร้านนี้ถึงใบใหญ่กว่าที่อื่น ก็ถ้าไม่ใหญ่ก็คงไม่ใช่ IVY PLACE สินะ ☺️

แต่เมื่อเข้าไปแล้ว สิ่งที่เก๋ชอบมากที่สุดคือบรรยากาศของร้านนี้ค่ะ เก๋ชอบที่เขาจัดดอกไม้แจกันใหญ่ไว้กลางร้าน มันทำให้ร้านดูสดชื่นและอบอุ่น และให้ความรู้สึกแบบยุโรปเล็ก ๆ โคมไฟที่ห้อยลงมาอย่างคลาสสิก แสงที่สว่างพอดี ที่ทำให้นั่งกินอาหารได้อย่างสบาย และดูเหมือนการแต่งร้านของร้านนี้จะได้ผล เพราะเมื่อเก๋มองไปรอบๆ คนที่มานั่งกินอาหารก็ดูผ่อนคลายเช่นกัน

เวลาที่นั่งรออาหาร เก๋ชอบมองไปรอบๆ ตัว จะเรียกว่า เก๋ชอบสังเกตผู้คนก็ว่าได้ค่ะ
บางโต๊ะเป็นครอบครัวใหญ่ บางโต๊ะเป็นคู่เดทหนุ่มสาว และบางโต๊ะเป็นบรรดาแม่ๆ ลูกอ่อน ที่หาเวลาว่างมานั่งดื่มกาแฟและเม้าส์มอย ที่ระหว่างคุยก็ต้องคอยสลับกับการกล่อมลูกไม่ให้ร้องเสียงดัง

การเป็นแม่ ไม่ว่าเป็นประเทศไหนก็เหนื่อยเหมือนกันหมด เก๋จินตนาการได้เลยว่าเขาต้องทำอะไรบ้าง ก่อนที่จะมีเวลามานั่งคุยกับเพื่อนในร้านอาหาร แล้วก็อาจจะต้องรีบกลับไปทำอาหารเย็น และมีงานบ้านรออีกกองพะเนิน ช่วงเวลาที่ได้ออกมาคุยกับเพื่อนอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายที่สุดในวันนั้น

เก๋ชอบการได้เห็นการใช้ชีวิตของผู้คนผ่านสถานที่ต่างๆ เก๋เรียกสิ่งที่เห็นเหล่านี้ว่า “วิถีชีวิต” และที่จริง คำว่าเที่ยวของเก๋ ถ้าจะอธิบายมันให้ชัด มันคือการได้เดินทางท่องเที่ยวและเห็นวิถีชีวิตของผู้คนผ่านสถานที่ที่เก๋ไปค่ะ
ร้าน IVY PLACE จึงเป็นร้านที่มีไอวี่ อาหารที่ดี และยังมีบรรยากาศของร้านที่น่าสนใจสำหรับเก๋มากค่ะ

ถัดจากร้าน IVY PLACE ก็เป็นอีกสถานที่ที่เก๋ชอบมากที่สุดอีกที่หนึ่ง ถ้ามีโอกาสได้มาโตเกียว เก๋คงไม่พลาดที่นี่แน่ค่ะ ก็เก๋เป็นแฟนคลับหนังสือญี่ปุ่น จะมีอะไรมีความสุขและตื่นตาตื่นใจไปกว่าการได้เห็นร้านหนังสือที่มีหนังสือให้อ่านมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือแต่งบ้าน หนังสือเกี่ยวกับอาหาร หรืองานฝีมือ แค่เปิดดูภาพเฉยๆ ก็เพลินแล้วค่ะ

สิ่งที่เก๋ชอบในหนังสือญี่ปุ่น คือวิธีการถ่ายภาพของคนญี่ปุ่นที่มีมุมมองและอารมณ์ในการสื่อสารไม่เหมือนชาติอื่นๆ ภาพของเขามีเอกลักษณ์ค่ะ ถ้าเอาภาพมาเรียงกันโดยไม่บอกว่ามาจากประเทศอะไร เก๋คิดว่าเก๋สามารถชี้ได้เลยว่าอันไหนมาจากช่างภาพญี่ปุ่น เพราะอารมณ์ของภาพมันชัดเจนมากสำหรับเก๋ หนังสือเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่หนังสือ แต่เหมือนการรวบรวมภาพถ่ายสวยๆ เอาไว้ให้เราได้เสพงานศิลปะไปพร้อมกัน

Daikanyama T-SITE คือโครงการที่มีร้านหนังสือ Tsutaya อยู่ตรงกลาง และมี Starbucks, Anjin Lounge และ IVY PLACE อยู่รอบๆ เขาบอกว่าแนวคิดของเขาคือ “A Library in The Woods” คือ ห้องสมุดกลางป่า แต่เก๋ไม่ได้รู้สึกว่ามันอยู่ในป่าขนาดนั้น แต่ภาพจำที่เด่นชัดในนั้นคือ มันมีครบทุกอย่างที่อยากใช้ชีวิตในโตเกียว หรือใช้เวลาที่นั่นในหนึ่งวันโดยไม่เบื่อ

ตั้งแต่เดินเล่นรอบๆ เก็บไอเดีย เสร็จแล้วก็มานั่งกินข้าวที่ IVY PLACE เสร็จแล้วเดินเข้าร้านหนังสือ ถ้าได้หนังสือที่น่าสนใจก็หยิบมาอ่านที่ Starbucks ที่อยู่ใกล้ๆได้ โดยไม่มีใครว่าอะไร แม้จะยังไม่ได้ซื้อหนังสือก็ตาม

ตอนที่มาที่นี่คนเดียว เก๋จะใช้เวลานั่งอ่านหนังสือและดื่มกาแฟที่ Starbucks นานมาก สิ่งหนึ่งที่เก๋ชอบคือการนั่งสังเกตผู้คนในร้านกาแฟ เก๋ชอบมองไปรอบๆ และสังเกตว่าคนญี่ปุ่นสามารถนั่งเงียบๆ อยู่กับหนังสือหรืองานตรงหน้าได้อย่างสงบและเป็นเรื่องปกติ ซึ่งสิ่งนี้ค่อนข้างต่างจากบรรยากาศร้านกาแฟในประเทศไทย ที่มักมีบทสนทนามากกว่าการนั่งเงียบๆ อยู่กับตัวเอง ร้านกาแฟในญี่ปุ่นจึงค่อนข้างเหมาะกับบุคลิกของเก๋ เพราะเก๋เป็นพวกชอบนั่งเงียบๆ แอบมองผู้คน และชอบคิดหาไอเดียอยู่คนเดียวในร้านกาแฟค่ะ ☺️

แต่ว่าครั้งนี้มากับเพื่อน เก๋ไม่กล้าใช้เวลาที่นี่นาน เพราะเพื่อนไม่ได้ดื่มกาแฟ และเราไม่ได้มีเวลามากนักที่จะอยู่ที่ไหนนานๆ แต่ถึงจะใช้เวลาไม่นาน แต่สายตาเก๋ก็สแกนบรรยากาศโดยรอบอย่างรวดเร็ว และมันก็มีสิ่งที่เก๋สะดุดตา และตกใจกับสิ่งที่เห็นอยู่พอสมควร

“เขาสามารถนั่งชิดกันได้ขนาดนี้เชียวเหรอ?”

ที่นั่งในร้าน Starbucks ถูกจัดเรียงเป็นโต๊ะยาว เก้าอี้จัดวางเรียงไว้เป็นแนวยาวทั้งสองฝั่ง ที่สำคัญระยะห่างของเก้าอี้นั้นติดกันจนขยับตัวก็ยังรู้สึกเกรงใจคนข้างๆ แถมด้านหน้ายังมีเก้าอี้อีกฝั่ง ที่มีคนนั่งอยู่ตรงข้าม แค่วางโน้ตบุ๊ก ก็แทบจะติดกันจนไม่กล้าหายใจ หรือถ้าเผื่อนั่งหงายหน้ามา อาจจะเจอการประสานตากับอีกฝ่ายโดยไม่ได้ตั้งใจ

สิ่งนี้สร้างความประหลาดใจ และน่าสนใจไปพร้อมๆ กัน

คนญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่าต้องการความเป็นส่วนตัวสูง แต่เขาสามารถนั่งอย่างใกล้ชิดกับคนแปลกหน้าโดยไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ เท่าที่สังเกต ถึงแม้จะมีที่นั่งชิดเรียงกันมากมาย แต่ไม่มีเก้าอี้ไหนว่างเลยแม้แต่น้อย แต่ละคนก้มหน้าทำงานกับโน้ตบุ๊กเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ

สำหรับคนช่างคิดอย่างเก๋ เก๋มีคำถามมากมายอยู่ในหัวค่ะ

ถ้าจะให้พูดแบบขำๆ คือ ถ้าเป็นเมืองไทย โต๊ะลักษณะนี้ ถ้าเก๋ไปทุกวันคงได้แฟนใหม่ แต่ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นอาจนั่งหายใจรดกันสองชั่วโมงแล้วลุกกลับโดยไม่รู้แม้แต่ชื่อกัน 😂

คนญี่ปุ่นสามารถแยก “ระยะห่างทางกาย” ออกจาก “ระยะห่างทางใจ” ได้อย่างชัดเจน

บนรถไฟ คนญี่ปุ่นสามารถยืนเบียดกันจนตัวติด แต่ต่างคนต่างไม่สบตา ไม่พูด ไม่แสดงการรับรู้ว่ามีอยู่ของกันและกัน และที่ Starbucks ก็คงคล้ายกัน แม้ว่าเก้าอี้จะอยู่ใกล้ แต่เมื่อทุกคนมองหนังสือ โทรศัพท์ หรือโน้ตบุ๊ก ก็เหมือนแต่ละคนสร้าง “ห้องส่วนตัวที่มองไม่เห็น” ขึ้นมารอบๆ ตัว

ซึ่งต่างจากเมืองไทยในความรู้สึกเก๋ค่ะ เท่าที่สังเกต การนั่งชิดกันแบบนั้นในร้านกาแฟของคนไทย อาจเกิดการสบตา มีการยิ้มทักทาย หรือถ้ามีจังหวะขำร่วมกันนิดเดียว ก็อาจกลายเป็นบทสนทนา มีการแซว ยาวไปจนถึงการแลกไลน์ได้เลย คนไทยเราเก่งในการใช้ความเป็นกันเองละลายระยะห่าง แต่คนญี่ปุ่นอาจรักษาความสุภาพด้วยการไม่ล่วงเข้าไปในพื้นที่ของอีกฝ่าย

เก๋คิดว่า วัฒนธรรมไทยและลักษณะของไทยมีความเก่งในการสร้างบรรยากาศให้เป็นกันเอง สนุก อบอุ่น และเราสามารถสร้างข้อต่อของความสัมพันธ์ได้ดี

แม้ว่าร้านกาแฟแบบเดียวกัน จัดวางร้านคล้ายๆ กัน แต่ถ้าตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ลูกค้าอาจได้ความสงบ แต่สำหรับประเทศไทย ลูกค้าอาจได้ความสัมพันธ์

คิดว่าจุดมุ่งหมายของคนที่ไปร้านกาแฟทุกๆ วัน มีอะไรบ้างคะ?

แต่ละคนอาจมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างออกไป บางคนอาจออกไปนั่งร้านกาแฟ เพราะอยากไปนั่งทำงาน บางคนออกไปเพราะไม่อยากอยู่บ้านคนเดียว บางคนอยากไปนั่งร้านกาแฟ เพื่อใช้เวลาในการคิดทบทวนบางอย่าง… แก้วกาแฟแก้วหนึ่งในร้านกาแฟร้านหนึ่ง อาจมีความหมายในใจที่แตกต่างกัน

ประเทศไทยเราอาจไม่โดดเด่นในเรื่องนวัตกรรมใหม่ ๆ แต่เราก็ไม่ด้อยในศาสตร์โบร่ำโบราณอย่างวิชา “มนุษย์” ถ้าเราดูประวัติศาสตร์ไทย เราไม่ได้ปกป้องประเทศด้วยความมั่นคงทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่ประเทศไทยเรายังปกป้องประเทศด้วยการทูต เราใช้การเจรจา ความสัมพันธ์ ความเป็นข้อต่อให้กับประเทศต่างๆ ได้เก่งมาโดยตลอด

บางทีอาวุธที่เก่าแก่ที่สุดของคนไทย อาจไม่ใช่ดาบ ปืน รถถังหรือเครื่องบินรบ แต่อาจเป็นความสามารถในการอ่านสถานการณ์ อ่านคน และรู้ว่าสิ่งที่มนุษย์ต้องการที่แท้จริงคืออะไร

ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงแรม สิ่งเหล่านี้มีอยู่ทุกมุมโลก แต่ว่า ถ้าเราจะมองสิ่งเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง ประเทศไทยเราสามารถสร้างร้านอาหาร ร้านกาแฟ และโรงแรมให้แตกต่างจากที่อื่นได้ด้วย DNA ของวัฒนธรรมไทย

พื้นที่ในร้านกาแฟที่ชิดกันของที่อื่นอาจเป็นเพียงการใช้พื้นที่ให้คุ้ม แต่สำหรับประเทศไทย อาจเป็นพื้นที่ของโอกาสสร้างความสัมพันธ์ให้รู้จักกัน

การท่องเที่ยวของประเทศอื่นอาจเป็นการเปิดประสบการณ์และการพักผ่อน แต่ของประเทศไทยอาจเป็นพื้นที่ที่คนเหงาอาจได้เพื่อนใหม่…

บางครั้งคำว่า Products อาจไม่ใช่สิ่งที่เห็นจับต้องได้ แต่ มันอาจเป็นนามธรรมที่อยู่ในอากาศ และถ้าเราหยุดคิดให้ดี เรื่องแบบนี้ประเทศไทยเราทำได้ดีค่ะ

เก๋โบกมือลา Daikanyama และต้นไอวี่ของเก๋ด้วยความชื่นชม Daikanyama ยังเป็นย่านที่ให้ไอเดียเก๋ได้เสมอ และไอวี่ก็ยังเป็นต้นไม้ที่สร้างความสุขและความลึกซึ้งให้เก๋ได้เหมือนเดิม

เก๋ชอบต้นไอวี่เพราะถูกชะตา แต่ก็พบว่า ความหมายของต้นไอวี่นั้นลึกซึ้งอีกด้วย ในภาษาดอกไม้ ไอวี่มักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ ความผูกพัน และความรักที่มั่นคงไม่เสื่อมคลาย

แต่เก๋ชอบอีกความหมายหนึ่งของมันค่ะ ไอวี่เป็นตัวแทนของความสัมพันธ์ที่ “ไม่ใช่ความรักที่ร้อนแรง แต่เป็นความรักที่อยู่ด้วยกันนานๆ ค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกัน” เก๋คิดว่า ความหมายของรักนิรันดรของไอวี่อันนี้ ตรงกับความรู้สึกเก๋ที่สุดค่ะ

บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เก๋ยังคิดถึงไดคังยามะอยู่เสมอ เพราะทุกครั้งที่กลับไป ต้นไอวี่เหล่านั้นยังอยู่ตรงที่เดิม ค่อยๆ เติบโตไปตามเวลาของมัน และเก๋เองก็ได้กลับไปมองมันอีกครั้งในเวลาของเก๋เช่นกัน ☺️

🍂

🍂

🍂

~ moon 11 ~

Japan, In My Eyes 2026 : 🪶  Chapter 1โชวะ เฮเซ เรวะ…เป็นเวลาเกือบ 7 ปีที่เก๋ไม่ได้ขยับตัวไปต่างประเทศเลย ช่วง 7 ปีมานี้เ...
05/07/2026

Japan, In My Eyes 2026 : 🪶 Chapter 1

โชวะ เฮเซ เรวะ…

เป็นเวลาเกือบ 7 ปีที่เก๋ไม่ได้ขยับตัวไปต่างประเทศเลย ช่วง 7 ปีมานี้เป็นช่วงที่เก๋กำลังปรับตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลงของชีวิต เรียกว่ามีเรื่องราวเข้ามามากมาย ถ้าเขียนเป็นหนังสือคงได้หลายเล่ม แต่ว่าเมื่อคลื่นลมสงบ ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ก็รู้สึกว่า “ชีวิตดีจัง” ต่อไปนี้จะใช้เวลาที่เหลืออย่างคุ้มค่า เพราะเวลาที่เหลือแต่ละนาทีมันมีจำกัดจริง ๆ

เก๋เพิ่งมาสังเกตตัวเองว่า เก๋มักใช้ชีวิตด้วยสัญชาตญาณอยู่เสมอค่ะ เมื่อถึงเวลาที่ต้องทำอะไร หรือเมื่อถึงเวลาที่ไม่ควรทำอะไร ความรู้สึกจะบอกเอง…

ถ้าจะพูดแบบเรียบง่ายก็คือ ใช้ชีวิตตามเหตุปัจจัยและความรู้สึก ถ้าช่วงไหนมีงานต้องทำ ก็ทำงานแบบไม่มีวันหยุด ถ้าช่วงไหนเริ่มรู้สึกว่าถึงเวลาหยุด ก็หยุด และถ้าช่วงไหนรู้สึกว่าต้องพักบ้างแล้ว ก็จะไม่ทำอะไรเลย นั่งชมนก ชมไม้ไปเรื่อยเปื่อย และถ้าเริ่มรู้สึกว่าลมที่หมุนรอบตัวมันเริ่มเปลี่ยนทิศ ก็จะหยุดฟังเสียงลม และหมุนตัวเปลี่ยนทิศทางเดินอย่างไม่ลังเล…

ไม่มีอะไรให้ยึดติด ไม่มีอะไรให้จนมุม มีแต่เรื่องสนุกที่ต้องฝ่าฟัน เรื่องใหม่ ๆ เรื่องแล้วเรื่องเล่า… ก็เท่านั้น!

เมื่อปลายปีที่แล้ว ความรู้สึกมันเริ่มบอกแล้วว่า อาจถึงเวลาต้องเหยียบเบรก แล้วออกไปพักผ่อน และมองหาอะไรใหม่ ๆ บ้างแล้ว

เมื่อพูดถึงการพัก เก๋คิดถึงแต่การเที่ยวต่างประเทศเพียงอย่างเดียวค่ะ การเที่ยวต่างประเทศเป็นการพักแบบเตรียมหาอะไรใหม่ ๆ ไปในตัว ประเทศที่เก๋อยากจะเริ่มแบบเบา ๆ ที่ให้ความอุ่นใจ สบายใจ ได้พลังของการพักผ่อน แต่ก็ยังได้ไอเดียบางอย่าง ก็คงไม่พ้นแฟนเก่าตั้งแต่วันเด็กอย่างประเทศญี่ปุ่นค่ะ ประเทศที่เดินทางง่าย อาหารถูกปาก ผู้คนที่รู้สึกว่ามาจากรากวัฒนธรรมที่คล้ายกัน และที่สำคัญ เก๋ชอบการตกแต่งร้านและการจัดดอกไม้ของประเทศญี่ปุ่น และถ้าพอมีเวลา เก๋อยากไปนั่งพักสายตา ปล่อยลมหายใจในสวนของวัดญี่ปุ่น ถ้าบังเอิญโชคดี อาจได้ไอเดียดี ๆ กลับมาทำงาน แน่ล่ะ! เก๋หวังสิ่งหลังมากที่สุดค่ะ ☺️

ที่จริงคำว่าเที่ยวของเก๋มันทับซ้อนกับการคิด การหาไอเดีย หาความหมายบางอย่างอยู่เสมอ ไม่ความหมายในการทำงาน ก็ความหมายในการใช้ชีวิต และบางครั้งในการเดินทางนั้น อาจเป็นการเยียวยาจิตใจตัวเองโดยไม่รู้ตัว

และสิ่งที่เก๋ชอบมากในการท่องเที่ยวแต่ละครั้งคือ “ผู้คน” ค่ะ ผู้คนที่เก๋ได้เห็น ได้พบเจอ มันมีความน่าสนใจไม่แพ้กับสถานที่สวย ๆ ที่เป็นจุดหมายปลายทางเลยค่ะ

นักวิชาการจะวัดแนวโน้มเศรษฐกิจและสังคมจากตัวเลข แต่เก๋ไม่เก่งด้านนั้นค่ะ วิธีหนึ่งที่เก๋ใช้วัดสภาพสังคมโดยรวมคือ การได้เห็นอิริยาบถและแววตาของผู้คน ดูการตกแต่งบ้านเมือง ณ ช่วงเวลานั้น ดูความฟุ่มเฟือยของวิถีชีวิตของคนที่นั่น และในบางครั้ง เราอาจจะเห็นความร่วงโรยของความฟุ่มเฟือยเหล่านั้นด้วยเช่นกัน

ญี่ปุ่นในวันนี้จะเป็นอย่างไรบ้างนะ?

นี่เป็นคำถามที่เก๋คิดในหัวก่อนไป ถึงแม้ว่าเก๋จะเห็นคนรีวิวการเที่ยวญี่ปุ่นให้ดูอยู่บ่อย ๆ แต่ว่าแต่ละคนก็ต่างมุมมอง ต่างความทรงจำ อายุที่ต่างกัน ก็อาจเห็นสิ่งเดียวกันแต่ตีความหมายต่างกัน ญี่ปุ่นในปี 2026 จะเป็นอย่างไร เก๋ต้องไปดูด้วยตัวเองค่ะ

ครั้งนี้ถือเป็นการเดินทางที่ใช้เวลาน้อยมาก เพียงแค่ 8 คืน 7 วัน และยังต้องย้ายหลายเมือง เพราะว่าเพื่อนร่วมทางอยากไปเจอดอกซากุระบานเต็มต้นให้เห็นกับตาสักครั้ง เราจึงเหมือนทริปที่กระโดดข้ามเมืองไปมาเหมือนตั๊กแตน เพื่อให้ทันช่วงดอกซากุระบานที่มีเพียงไม่กี่วัน ก่อนไปจึงทำใจไว้แล้วว่าจะต้องเหนื่อยมากแน่ ๆ แต่ว่าพอถึงเวลานั้นจริง ๆ ก็รู้สึกว่าเหนื่อยกว่าที่คิดไว้เยอะค่ะ เพราะสิ่งที่ลืมคำนวณเพิ่มเข้าไปอีกอย่างคือ ครั้งนี้เราไม่ได้อายุน้อยเหมือนเดิมแล้วนะ นอนดึก ตื่นเช้า มันอาจไม่เหมาะกับวัยที่เข้าใกล้เลข 50 😅

เมืองหลักที่อยากจะไปสำรวจเมืองแรกคือโตเกียว แม้ว่าเมืองนี้จะเป็นเมืองที่เก๋ไปบ่อยที่สุด และก็ค่อนข้างเบื่อกับความวุ่นวายอยู่พอสมควร แต่ถ้าจะอยากไปเช็กอะไรบางอย่าง อยากดูความเป็นไปของประเทศญี่ปุ่นแบบรวบยอดเบ็ดเสร็จ โตเกียวก็ยังเป็นเมืองที่ต้องไปเยี่ยมเยือนอย่างเสียไม่ได้ค่ะ และก็เหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป เก๋ก็นำพาร่างกายพัดผ่านไปในย่านสำคัญ ๆ อย่างชิบูย่า ชินจูกุ ฮาราจูกุ หรือแม้แต่ย่านวัฒนธรรมอย่างอุเอโนะ

จะพูดอย่างไรดี… สิ่งที่ดีขึ้นในแง่การท่องเที่ยวคือ ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่คนอยากมาเที่ยวมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากค่ะ โดยเฉพาะชาวต่างชาติโซนตะวันตก มันเหมือนกับเพชรที่ยอมเผยตัวออกจากผ้าที่ห่อไว้ พอคนเห็นมากขึ้น ใคร ๆ ก็อยากมาเที่ยว ไม่เพียงแต่เฉพาะคนไทย ยิ่งค่าเงินเยนอ่อนมากขนาดนี้ ยิ่งตัดสินใจได้ง่ายโดยไม่ต้องลังเล และแน่นอนว่าญี่ปุ่นได้เงินหมุนเวียนมากจากเรื่องนี้

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เก๋รู้สึกว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ผู้คนเดินเยอะและเดินเร็วมาก โดยเฉพาะโตเกียว แต่ว่าเมื่อมองไปทางไหน ก็เต็มไปด้วยคนญี่ปุ่น เก๋จะเห็นนักท่องเที่ยวน้อยมาก ถ้าเป็นชาวตะวันตกก็ยิ่งน้อยไปใหญ่ เมื่อเทียบกับประเทศไทยแล้ว เรามีความหลากหลายของนักท่องเที่ยวและจำนวนเยอะกว่ามากค่ะ

จำได้ว่าบรรยากาศในยุคนั้นได้ มันเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ มีแต่ของสวย ๆ ที่มีดีไซน์อยู่ทุกตารางเมตร ถ้าเป็นเด็กวัยรุ่นยุคนี้อาจจะต้องพูดว่า “มันจึ้งมากแม่!” 555 แต่ว่าเก๋ไปคนเดียว คงต้องเก็บความตื่นเต้นไว้อยู่กับตัวเองอย่างเงียบ ๆ

และเพราะนักท่องเที่ยวยังไม่เยอะ เก๋เลยได้เดินเก็บภาพได้อย่างสนุก มีเวลาได้สังเกตผู้คน ได้เห็นจังหวะการใช้ชีวิตของคนญี่ปุ่น ได้เก็บรายละเอียดในทุกอย่างที่พบเจอ และได้ใช้เวลานั่งดื่มกาแฟในมุมสวย ๆ โดยไม่รู้สึกว่าต้องแย่งกับใคร แต่เดี๋ยวนี้ สิ่งเก๋ ๆ เหล่านั้นน้อยลง และหลายพื้นที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่แออัด ความสงบสุขในการเที่ยวลดลง ความละมุนละไมในการท่องเที่ยวก็หายไปตามค่ะ

แต่ว่า มันก็ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เก๋ตั้งใจจะไปหาซื้อเสื้อผ้าในย่านชิบูย่า รวมถึงไปหาซื้อเครื่องประดับ และร้านขายหมวกเก๋ ๆ เก๋พบว่า หลายห้างมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ร้าน Select Shop สวย ๆ พวกนั้นหายไปหมด เสื้อผ้าก็ดูเหมือนมาจากประเทศจีน และดีไซน์ก็ไม่เก๋ไก๋เหมือนเมื่อก่อน เก๋ตั้งใจจะมาซื้อรองเท้าบูตสัก 3 คู่ แต่ร้านพวกนั้นก็หายไปด้วยเช่นกัน เจอแต่ร้านขายรองเท้าแบบ Sneakers เข้ามาแทนที่

ถ้าพูดถึงร้านรองเท้า สมัยก่อนเก๋จำได้ว่า ย่านฮาราจูกุยุคก่อนล้ำกว่านี้มาก มีร้านรองเท้า Sneakers เก๋ ๆ และรองเท้าหลายรูปแบบที่เจ้าของร้านคัดมาเอง มีแบบที่หายากและดีไซน์ล้ำ ๆ เดี๋ยวนี้ก็หายไปเกือบหมด มีแต่ร้านรองเท้า Sneakers Shop ใหญ่ ๆ ที่รูปทรงดีไซน์ใส่สบาย ใส่ง่าย แต่ความเก๋น้อยลง

ถ้าจะเขียนอะไรจากใจทั้งหมด ก็คงจะเหมือนคนแก่ที่โอดครวญถึงอดีต เก๋นึกถึงความฟุ่มเฟือยของแฟชั่นยุคนั้น ความ avant-garde ของฮาราจูกุยุคนั้นมันคือ signature! แต่เก๋คงต้องยอมรับว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไป คนญี่ปุ่นก็เปลี่ยนไปตาม ในระหว่างที่เดินเที่ยว เก๋แอบถอนหายใจโดยไม่รู้ตัว

เก๋คิดว่าช่วงชีวิตของเก๋นั้น ถ้าเทียบเคียงกับยุคสมัยของคนญี่ปุ่น ก็มีความทรงจำกับญี่ปุ่นตั้งแต่ “ยุคโชวะ” ในวัยเด็กผ่านการ์ตูน และรู้จักญี่ปุ่นอย่างจริงจังแบบสาวช่างฝันใน “ยุคเฮเซ” และเพิ่งกลับมาเจอญี่ปุ่นอีกครั้งใน “ยุคเรวะ” ที่เก๋เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

ญี่ปุ่นในแต่ละยุคให้ความรู้สึกและแรงบันดาลใจที่แตกต่างกัน ในวัยเด็ก การ์ตูนที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและมีผลกระทบกับจิตใจมากที่สุดคือ อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา ในวัยนั้นเก๋รู้จักญี่ปุ่นผ่านแค่การ์ตูน แต่สำหรับเก๋ อิคคิวซังนั้นลึกซึ้งเกินกว่าจะเรียกว่าการ์ตูน มันน่าทึ่ง น่าชื่นชม มันน่าติดตาม มันน่าตั้งคำถาม และสุดท้ายก็ทำไมจะต้องน้ำตาไหลแทบจะทุก ๆ ตอนที่เก๋ดู

มันจิกกัดหัวใจเก๋อย่างบอกไม่ถูก!

สมัยนั้นเก๋ไม่รู้จักคำว่าไอดอล แต่เก๋แค่รู้สึกว่า ทำไมเณรน้อยคนนี้เก่งจัง อะไรก็ตามก็ใช้ปัญญาแก้ปัญหาได้หมด ชีวิตของอิคคิวซังไม่เคยราบรื่นเลยสักวัน แต่อิคคิวซังก็ไม่เคยจนมุม เอาชนะปัญหาและเอาตัวรอดมาได้ทุกครั้ง

“อย่าเพิ่งรีบร้อน ใช้สมองก่อน!” ใช้สมองคืออะไร เก๋ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเมื่อไหร่อิคคิวซังพูดว่า “ใช้สมองก่อน” แล้วเอานิ้วแตะหัว หลับตา แล้วนั่งเงียบ ๆ อิคคิวซังจะกลับออกมาอย่างชาญฉลาดและแก้ปัญหาได้ทุกครั้ง

ภาพนั้น ความทรงจำนั้น ความรู้สึกนั้น เก๋ไม่เคยลืม ไม่รู้ว่าเพราะสิ่งเหล่านั้นมันตราตรึง หรือว่าสิ่งเหล่านั้นมันกระทบใจ หรือว่าสิ่งเหล่านั้นมันอาจจะเป็นทางรอดให้กับเก๋ได้ในอนาคต แต่โดยไม่รู้ตัว เก๋ได้ซึมซับแนวคิดแบบญี่ปุ่นของช่วงปลายยุคโชวะ ผ่านเณรน้อยเจ้าปัญญา อิคคิวซัง (Ikkyū-san)

เมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงาน สิ่งที่เก๋ชอบสะสมอีกอย่างคือหนังสือนิตยสารของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารเกี่ยวกับแฟชั่นและการแต่งบ้าน หนังสือเหล่านั้นเป็นต้นแบบที่ทำให้เก๋ชอบทำงานฝีมือ งาน DIY รวมไปถึงการแต่งบ้าน สำหรับเก๋ มันไม่ใช่แค่หนังสือ แต่มันคือคลังความรู้ที่เก๋เก็บรวบรวมผ่านสายตา แม้ว่าจะอ่านตัวหนังสือเหล่านั้นไม่ออก แต่เก๋สามารถแกะโครงสร้างมันได้ผ่านการมอง และเก๋เรียนรู้รสนิยมคนญี่ปุ่นผ่านหนังสือเหล่านั้น

หนังสือญี่ปุ่นจะมีกลิ่นเฉพาะตัวค่ะ ทุกครั้งที่ได้เดินเข้าร้านหนังสือญี่ปุ่นเมื่อไหร่ กลิ่นของประเทศญี่ปุ่นจะลอยอยู่ในอากาศ คงคล้ายกับความรู้สึกที่เมื่อเราลงจากเครื่องบิน แล้วเดินเข้าสนามบินของญี่ปุ่น เราจะรู้สึกว่า “นี่คือประเทศญี่ปุ่นสินะ! กลิ่นญี่ปุ่นมันเป็นแบบนี้นี่เอง” ☺️

ภายในร้านหนังสือนั้น เก๋ก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกันค่ะ มันเหมือนกับว่าเก๋สามารถเชื่อมโยงกับประเทศญี่ปุ่นจากร้านหนังสือนี้ และเมื่อเก็บแรงบันดาลใจมาอย่างยาวนาน เมื่อมีเงินมากพอ ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศแรกที่เก๋นึกถึง เก๋ไม่ได้ไปญี่ปุ่นเพราะตามเทรนด์ แต่เพราะเก๋เก็บความทรงจำเกี่ยวกับญี่ปุ่นมานาน และเก๋อยากไปต่อจิ๊กซอว์ภาพของญี่ปุ่นที่เหลือด้วยตัวเอง

ญี่ปุ่นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ต่างจากวันนี้อยู่พอสมควรค่ะ สามารถพูดได้ว่า เก๋โชคดีที่ยังได้ทันเห็นความเฟื่องฟูของวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านการแต่งตัว และร้านค้าต่าง ๆ ของยุคเฮเซ

และอย่างที่ทุก ๆ ประเทศต้องเจอ ปี 2019 เป็นจุดเปลี่ยนที่ทุกประเทศเจอวิกฤตเหมือนกันหมด หลังปี 2019 ญี่ปุ่นเริ่มเปิดประเทศมากขึ้น พร้อม ๆ กับการเปลี่ยนยุคสมัยเข้าสู่ยุคเรวะ ยุคนี้การท่องเที่ยวของญี่ปุ่นเติบโตสุดขีด แต่ก็สวนทางกับค่าเงินเยนที่อ่อนลงอย่างน่าใจหาย แต่ที่น่าใจหายกว่า คือบรรยากาศของคนญี่ปุ่นสดใสน้อยลง

เก๋ได้ยินมานานเรื่องปัญหาของสังคมญี่ปุ่นที่เข้าสู่สังคมสูงวัย แต่เมื่อมาเห็นกับตา ก็เริ่มเข้าใจว่า การที่ญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมสูงวัยนั้น มันทำให้พลังความสดใสของญี่ปุ่นน้อยลงไปด้วย เก๋เริ่มนึกภาพออกแล้วว่า ทำไมภาพของความ avant-garde มันหายไป ไม่ใช่เพียงแค่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ถดถอยมานานเพียงอย่างเดียว แต่คนรุ่นที่เคยสร้างสีสันให้กับยุคนั้นก็เติบโตและมีอายุมากขึ้นเช่นกัน ขณะที่คนรุ่นใหม่ที่ก้าวเข้ามาแทนกลับมีจำนวนน้อยลงเรื่อย ๆ และเหมือนผีซ้ำด้ำพลอย คนรุ่นใหม่เหล่านั้นยังต้องเริ่มต้นชีวิตด้วยฐานะทางการเงินที่น้อยกว่าคนรุ่นก่อนมาก ความหรูหราฟุ่มเฟือยของคนยุคก่อน จึงค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความเรียบง่ายอย่างที่เก๋เห็น

ประเทศไทยเราเองก็กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยตามพี่ใหญ่อย่างญี่ปุ่นมาติด ๆ นักวิชาการและนักวิเคราะห์ต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมสูงวัยในขณะที่ประเทศรวยแล้ว แต่ประเทศไทยเราเข้าสู่สังคมสูงวัยในขณะที่เรายังจนอยู่”

น้ำเสียงของคำพูดนี้ออกแนวเชิงกังวล ถ้าพูดแบบตรง ๆ คือ ไทยแย่แล้ว! 😂

เก๋คิดว่าคำพูดนี้ที่เหล่านักวิชาการพูดก็ไม่ผิด แต่ว่า มันก็ยังมีอีกหลายมุมที่เราไม่ได้พูดถึง

อย่างแรกคือ ความสดใสของสังคม ประเทศไทยเราเข้าสู่สังคมสูงวัยก็จริง แต่คนสูงวัยของไทยมีพลังสดใสกว่ามาก เราเป็นประเทศที่ชอบความสนุกและเสียงหัวเราะ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยทำตัวแก่ตามวัย พลังในแววตาของคนไทย ถ้าเทียบกับคนญี่ปุ่นแล้วยังสดใสกว่ามาก

คิดว่าคนไทยตามชนบทมีแต่ความทุกข์ไหมคะ?

คนไทยเป็นคนที่แม้ว่าจะมีความทุกข์ แต่ก็สามารถหาความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ และเสียงหัวเราะระหว่างทางได้อยู่เสมอ ความสุขที่หาง่ายที่สุดก็คือเรื่องอาหาร และเราปรับตัวเก่ง ข้อนี้เก๋มองว่าเป็นจุดแข็งของคนไทยมาก

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีระบบที่ดีกว่า และโครงสร้างของสังคมทำอะไรเป็นระบบ ระบบของญี่ปุ่นคิดมาดี และช่วยให้คนญี่ปุ่นใช้ชีวิตได้ง่าย ไม่ต้องเก่งมาก ถ้าทำตามระบบ ตามคู่มือของสังคม ชีวิตก็ไปได้ แต่เมื่อไหร่ออกจากระบบ คนญี่ปุ่นอาจไปไม่เป็น

คนไทยเราอยู่ในประเทศที่ไม่ได้มีระบบที่ดีให้ประชาชน คนไทยส่วนใหญ่ต้องหาทางรอดด้วยตัวเอง ถ้าจะมองหาข้อดีในข้อเสียคือ คนไทยเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง และเอาตัวรอดเก่ง ถ้าระบบพัง คนไทยเป็นคนประเภทที่ว่า

“ไม่มีทาง เดี๋ยวก็หาทางได้”

และเราเป็นชนชาติที่มีพลังชีวิตสูงกว่าที่เรารู้ตัว และเรามีเสน่ห์กว่าที่เรารู้ตัว

ถ้าเรามองรอบตัวดี ๆ ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งโอกาสในการสร้างอาชีพของตัวเองได้สูงมากค่ะ โครงสร้างของสังคมไทยเปิดโอกาสให้คนที่ไม่จำเป็นต้องทำงานในองค์กร ไม่จำเป็นต้องทำงานในระบบ ถ้ามีฝีมือ มีความคิดสร้างสรรค์ ก็สามารถสร้างอาชีพเล็ก ๆ ให้ตัวเองได้ไม่ยาก และเราเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว นั่นหมายความว่า เราเป็นประเทศที่มีประตูพิเศษเปิดรับผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมความเป็นคนไทย วัฒนธรรมไทย และสินค้าไทย มันขึ้นอยู่กับเรา ว่าเราจะทำของที่ดีแค่ไหน และเราจะนำเสนอคุณค่าของตัวเองได้ดีแค่ไหนเท่านั้นเอง

เราไม่ได้ขาดโอกาส แต่เราต้องทำทุกอย่างอย่างจริงใจ และสุดความสามารถที่เรามี!

เมื่อพูดถึงสังคมสูงวัย เก๋คิดว่าหลาย ๆ ประเทศกำลังประสบกับปัญหานี้คล้าย ๆ กัน แต่เก๋อยากให้เรามองตัวเองด้วยแว่นสายตาที่เข้าใจความเป็นคนไทยจริง ๆ ไม่ใช่แว่นสายตาของคนอื่น

ในแต่ละประเทศมีวัฒนธรรม มีรากเหง้า มีอุปนิสัยที่แตกต่างกัน คนสูงวัยแบบญี่ปุ่นก็แบบหนึ่ง เกาหลีหรือจีนก็มีบุคลิกอีกแบบหนึ่ง แต่คนไทยเรามีอุปนิสัยประจำชาติคือ สบาย ๆ ชอบสนุกสนาน ให้อภัยคนง่าย ใจดี และไม่ชอบทำตัวแก่ จะอายุเท่าไหร่ ใจเราก็หยุดไว้ที่ 25 ปี

ถ้าเราเอาแว่นขยายมองมันอย่างละเอียด คนไทยเราเป็นคนสูงวัยลักษณะเฉพาะ เราสูงวัยแค่ร่างกาย แต่ใจเราไม่ได้สูงวัยตาม และเราสามารถบอกให้โลกรู้ถึงคำจำกัดความของสังคม “สูงวัยแบบไทย ๆ” แบบใหม่ได้ค่ะ

ถ้าถามเก๋ว่า ประเทศไทยตอนนี้ คนที่มีศักยภาพของประเทศมากที่สุดคือคนกลุ่มไหน เก๋คิดว่าคือคน Generation X ที่พร้อมด้วยวุฒิภาวะ ผ่านการสั่งสมทักษะมาพอสมควร ผ่านการฝึกกระบวนการคิดโดยไม่ต้องใช้ AI

ที่จริงเก๋คิดว่า คน Generation X เป็นคนที่สามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้คุ้มมาก AI เป็นผู้ช่วยได้ดีในแบบที่เราสามารถคัดกรอง โต้แย้ง และตั้งคำถามกับมันได้เก่ง ถ้าเราสั่งสมความรู้มาพอสมควร เราจะใช้ AI ได้อย่างคุ้มค่ามาก เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่คิด วิเคราะห์ และเคาะบรรทัดสุดท้ายก็คือเรา

โลกเราทุกวันนี้ นอกจากจะเจอกับปัญหาการเกิดน้อย สังคมเข้าสู่สังคมสูงวัย เรายังเจอกับการเข้ามาเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ AI

แต่ AI ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ว่าโลกจะพัฒนาไปไกลแค่ไหน มนุษย์ก็ยังโหยหาความเข้าใจ ความอบอุ่น การปลอบโยน การอยู่เคียงข้าง ยังต้องการเสียงหัวเราะและความสนุกสนาน และบางครั้งเราก็ต้องการผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ชีวิต มาเล่าเรื่องราวของมนุษย์ มีความโอบอุ้มแบบมนุษย์

คนไทยเราโดดเด่นเรื่องความเป็นมนุษย์ และเราใช้ความเป็นมนุษย์ในการต้อนรับขับสู้ผู้คนที่เข้ามาเยี่ยมเยือนเราตลอด

“ความใจดี ความเห็นอกเห็นใจ ความอะลุ่มอะล่วย ความตลก ความสนุกสนาน ความสบาย ๆ และคำว่า ‘ไม่เป็นไร’”

เราจะมองสิ่งเหล่านี้เป็นนามธรรม หรือจะมองมันเป็น ผลิตภัณฑ์ (products) ก็ได้ แต่เก๋เลือกมองว่า สิ่งเหล่านี้คือผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในตัวคนไทย นั่นหมายความว่า คนไทยทุกคนคือผลิตภัณฑ์ของประเทศ และไม่ว่าคนไทยจะอายุเท่าไหร่ คุณค่าที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์นี้ก็ยังอยู่ในตัวของเขา

โจทย์ที่แท้จริงของเราอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่อายุ สังคมสูงวัยทำอะไรเราไม่ได้ ถ้าเรารู้ว่าคุณค่าของเราคืออะไร แล้วเราจะถ่ายทอดมันออกมาในรูปแบบไหน เก๋คิดว่า เรื่องนี้ทุกคนต้องลองคิดและพิจารณาให้เหมาะกับตัวเอง

เพียงแต่… เราต้องรู้ก่อนว่า ตัวเราเป็นพันธุ์ไม้พุ่ม ที่มีความสูงระดับสายตา ให้ดอกตลอดปี ดอกไม้ที่ให้อาจไม่มีสีสันสวยมาก แต่มันส่งกลิ่นหอมเย็น เมื่อมายืนอยู่ใกล้ ๆ ได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ทำให้จิตใจของคนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ สงบและผ่อนคลาย

เราไม่ใช่ไม้ยืนต้นที่สูงที่สุด เราไม่ใช่ไม้ใหญ่ที่สูงแข็งแรงสูงตระหง่าน ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับต้นไม้พวกนั้น โฟกัสแค่จุดเด่นของตัวเอง และค่อย ๆ ทำให้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเรา ลอยไปถึงผู้คนให้มากที่สุด เท่านั้นก็พอ

🍂

🍂

🍂

~ moon 11 ~

“ ใต้ม่านซากุระ”กลับมาแล้ว มีงานต้องเคลียร์เยอะค่ะ รอบนี้เหนื่อยมาก  มีรูปน้อยด้วย เพราะเหนื่อยจนหน้าตาเยิ่นไปหมด  555 !...
22/04/2026

“ ใต้ม่านซากุระ”

กลับมาแล้ว มีงานต้องเคลียร์เยอะค่ะ รอบนี้เหนื่อยมาก มีรูปน้อยด้วย เพราะเหนื่อยจนหน้าตาเยิ่นไปหมด 555 !

แต่เดี๋ยวจะค่อยๆ เขียนเรื่องเล่าให้อ่านนะคะ

การ์ตูนของฉัน 😊

ซากุระ อยู่แค่ “ ตา ” วันนี้ good night นะคะ
17/04/2026

ซากุระ อยู่แค่ “ ตา ”

วันนี้ good night นะคะ

เที่ยวก่อน   ค่อยเครียดทีหลังค่ะ ....😂
09/04/2026

เที่ยวก่อน ค่อยเครียดทีหลังค่ะ ....😂

พบคนแต่งตัวเวอร์เกิน 1 อัตราที่สนามบิน 😂
04/04/2026

พบคนแต่งตัวเวอร์เกิน 1 อัตราที่สนามบิน 😂

ตั้งแต่ต้นปี เก๋ตั้งใจว่าจะหาเวลาว่างเขียนบทความแต่เหตุการณ์ในแต่ละอาทิตย์กลับเปลี่ยนเร็ว จนเหมือนเราไม่ได้อยู่ในโลกใบเด...
03/04/2026

ตั้งแต่ต้นปี เก๋ตั้งใจว่าจะหาเวลาว่างเขียนบทความ

แต่เหตุการณ์ในแต่ละอาทิตย์กลับเปลี่ยนเร็ว จนเหมือนเราไม่ได้อยู่ในโลกใบเดิม
มันทั้งวุ่นวาย ดราม่าแบบมีสีสัน และดราม่าที่จริงจนไม่อยากเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นได้ และสุดท้าย…
เหตุการณ์ที่เก๋คิดไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วว่า “มันอาจจะเกิดขึ้น” ก็เกิดขึ้นจนได้

หนึ่งปีที่ผ่านมา เก๋ทำงานจนแทบไม่มีเวลาพัก เคยคุยเล่นกับเพื่อนว่า
ตอนที่ยังมีงานให้ทำ อย่าเพิ่งบ่น เพราะวันหนึ่ง ถ้ามันไม่มีงานให้ทำขึ้นมา เราคงได้พักแบบไม่ต้องร้องขอ 😂

และแล้ววันนั้นก็มาถึง เหตุการณ์สงครามทำให้งานเก๋ลดลงแทบจะในพริบตา
จากที่เคยบ่นอยากพัก ครั้งนี้คงได้พักจริง ๆ แล้วค่ะ

และมันก็เกิดขึ้นพร้อมกับจังหวะที่เก๋จองตั๋วไปญี่ปุ่นไว้ตั้งแต่เดือนมกราคม ที่กำลังจะเดินทางในวันพรุ่งนี้ ตอนจองตั๋วก็คิดว่าแพงแล้วแต่พอมาดูราคาตอนนี้ กลายเป็นว่าราคาที่จองไป…ถูกไปเลย

จริง ๆ เก๋ไม่ได้อยากไปญี่ปุ่นช่วงเดือนเมษายน เพราะเป็นช่วงที่ค่าโรงแรมแพงกว่าปกติ แต่ก็มีความรู้สึกบางอย่าง บอกว่า “ต้องไปตอนนี้แหละ เกินกว่านี้ไม่ได้แล้ว ”

พอรู้สึกแบบนั้น ก็แค่ทักไปถามเพื่อนว่า “ไปไหม ไปทำ story ที่ญี่ปุ่นสักรอบ หรืออาจจะหลายรอบ ถ้าติดใจ 😂” และเพื่อนที่แสนดีก็ตอบตกลงทันที เหมือนญี่ปุ่นอยู่แค่ปากซอย

จะนอนที่ไหน ไปเที่ยวที่ไหนให้เก๋เป็นคนจัดการ ว่าไงว่าตามกันหมด พอได้เพื่อนแบบนี้
เก๋เลยบอกว่า “งั้นอันดับแรก…เราลดน้ำหนักกันก่อนนะ 😁”

ช่วงที่เก๋หายไปสองสามเดือน เก๋เก็บตัวอยู่บ้าน และตั้งใจลดน้ำหนักอย่างจริงจัง
ตื่นเช้ามา กินไข่ต้ม กาแฟ และเดินวันละ 1 ชั่วโมง ตอนเที่ยงกินข้าวไรซ์เถ้วยเบอร์รี่ถ้วยเล็กกับปลาแซลมอนย่าง ผัดผักถ้วยเล็ก ตอนเย็นกินผักลวก ส้มตำ และโปรตีนเบา ๆและบางวัน เดินตอนค่ำอีก ครึ่งชั่วโมง

เก๋ทำอะไรที่ง่ายๆ ไม่ต้องซับซ้อน แต่ทำแบบนี้อยู่ 3 เดือน น้ำหนักลดลงอย่างที่อยากได้ สิ่งที่เป็นผลผลอยได้คือ หน้าตาใสขึ้น แบบไม่ตั้งใจ เพราะกินแซลมอนทุกวัน เมื่อถึงตอนนี้เก๋ถึงรู้ว่า ไม่ต้องเสียเงินกินวิตามินแพงๆ แค่กินแค่แซลมอลพอ ! 😁

การลดน้ำหนักครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่าง แต่มันเหมือนการฝึกวินัย ให้ตัวเองพร้อมสำหรับชีวิตบทใหม่ และเมื่อเรามองกระจกแล้ว มีความพอใจในตัวเอง แรงกาย แรงใจที่อยากจะทำอย่างอื่นมันตามมาค่ะ มองไปรอบข้างก็ยิ้มได้

แต่หลังจากนั้นที่หมกมุ่นลดน้ำหนักจนสำเร็จ ถึงได้รู้ว่า เดี๋ยวนี้มีวิธีที่ทำให้น้ำหนักลดได้ง่ายกว่านั้น 😳

เขาปัก “ตะกร้า” ในร่างกายกันเป็นเรื่องปกติแล้วรึ 555

แต่เก๋ก็ยังรู้สึกว่า วิธีที่ตัวเองเลือกทำนั้นดีแล้ว เพราะสิ่งที่ได้มาไม่ใช่แค่รูปร่างที่ดีขึ้น
แต่สุขภาพที่ดีขึ้นด้วย การทำอาหารกินที่บ้าน ทำให้ประหยัดเรื่องค่าอาหารและค่าเดินทางไปมาก ในขณะที่ได้กินอาหารที่มีปรโยชน์จริงๆ แต่ใช้เงินไม่เยอะเลย แล้วมันทำให้เก๋มีเงินเหลือเก็บ และเหลือพอ สำหรับการออกเดินทางครั้งนี้ค่ะ

การไปญี่ปุ่นครั้งนี้ เก๋ไม่ได้อยากไปเที่ยวอย่างเดียว แต่อยากไป “มอง” ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เก๋ไม่ได้ไปญี่ปุ่นมาเกือบ 8 ปี คิดว่าทุกอย่างคงเปลี่ยนไปมาก ครั้งนี้ อยากดูว่าเขาใช้ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไร

เขากินอะไร
เขาขายของยังไง
เขาแต่งตัวแบบไหนกันแล้ว
มีอะไรเปลี่ยนไปแล้วบ้าง
และอะไรที่เราสามารถเรียนรู้ได้
และใครบ้างที่ไปเที่ยวญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นจะมีมุมให้เก๋เอ๊ะอยู่หลายมุม ซึ่งเรื่องพวกนี้แล้วแต่ใครมองเห็น เก๋อยากได้ความรู้สึกนั้นค่ะ

พูดถึงเรื่องงาน

ทุกวันนี้เก๋กลับรู้สึกว่า มันน่าห่วงยิ่งกว่าสงครามเสียอีก เพราะสงคราม…ยังไงวันหนึ่งก็ต้องจบ
แต่ภาวะการตกงานครั้งใหญ่ มันกำลังจะค่อย ๆ เริ่มขึ้น ในขณะที่การทำธุรกิจส่วนตัว
ก็ยิ่งแข่งขันกันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และถึงแม้จะเจอธุรกิจที่ทำเงินได้ มันก็อาจอยู่ได้แค่ 2–3 ปีแล้วเราก็ต้องเริ่มมองหาทางใหม่อีก

นี่คือยุคของคนที่ต้องมี “ของ” ต้องมีทักษะเฉพาะตัว ต้องสังเกตเก่ง และต้องปรับตัวเร็ว ความสามารถธรรมดาอยู่ได้ยากมาก

พอมองย้อนกลับไป…

ค่านิยมที่รุ่นเก๋เชื่อในสมัยเรียน มันเริ่มใช้ไม่ได้กับโลกวันนี้แล้ว คนเก่งในยุคเก๋ ถูกสอนให้เรียนเก่ง จบแล้วไปทำงานในบริษัทดี ๆ แต่ไม่ค่อยมีใครถูกสอนให้ คิดเอง สร้างงานด้วยตัวเอง หรือคิดนอกกรอบ

แต่วันนี้กลับตรงกันข้าม ใครที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีวิสัยทัศน์ มีโอกาสรอดมากกว่า

เก๋เป็นคนที่รู้ตัวมาตลอดว่า ตัวเองไม่เหมือนคนอื่น เก๋มีคำถามในใจเสมอว่า

“ทำไมเราเรียนจบแล้วต้องเป็นลูกจ้าง
เราสร้างงานของตัวเองไม่ได้เหรอ จากทักษะที่เรามี ? “

เก๋ไม่เคยพูดออกมา แค่คิดอยู่ในใจคนเดียว แต่ก็รู้ตัวเองดีว่า ถ้าต้องทำงานในบริษัท คงเหมือนนกที่ถูกหักแข้ง หักขา และคงอยู่ได้ไม่นาน โชคดีที่เก๋เป็นคนทำงานศิลปะได้หลายรูปแบบ
มันทำให้เก๋สามารถสร้างงานได้เอง โดยไม่ต้องจำกัดตัวเองอยู่กับองค์กรใด ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เก๋ค้นพบคือ

การจะทำอะไรให้ “แม่น”
ไม่ใช่แค่มีความคิดสร้างสรรค์

แต่ต้องมี “รสนิยม”

รสนิยม
คือสิ่งที่ทำให้เราเล็งได้ตรงเป้า
โดยไม่เสียเวลา
และไม่เสียของ

ดังนั้น ถ้าเป็นเด็กรุ่นใหม่ เก๋คิดว่า ควรโฟกัสความสามารถเฉพาะด้านให้ชัด และควรเติมความครีเอทีฟให้มาก พร้อมกับฝึก “รสนิยม” ไปด้วย เพราะมันจะทำให้ทุกอย่างที่เราทำ
แม่นขึ้น เร็วขึ้น และคมขึ้น

แต่ถ้าเป็นคนรุ่นเก๋
ที่กำลังจะเริ่มใหม่ในวัย 50

ต้องทำอย่างไร?

คำตอบของเก๋คือ “ออกไปดูโลก” ไปดูว่าเมืองอื่นเขาใช้ชีวิตยังไง
ไปดูว่าความสวยงามของเขาเป็นแบบไหน ไปดูว่าของธรรมดาในบ้านเรา พอไปอยู่ในอีกประเทศ
มันถูกเล่าใหม่ยังไง บางครั้ง แค่ภาพบางภาพ หรือของบางอย่าง มันสามารถจุดไอเดียใหม่ทั้งชีวิตได้!

สำหรับเก๋ การเดินทาง ไม่ใช่แค่การพักผ่อน

แต่มันคือการ “ลับรสนิยม”

และเมื่อเรากลับมาทำงานอีกครั้ง เราจะทำได้แม่นขึ้น

วันนี้เก๋ยังไม่อยากเขียนอะไรหนัก ๆ แค่อยากพัก และอยากออกไปเที่ยวแบบเบาสมองกับเพื่อนสนิท แต่เก๋หวังว่า การเดินทางครั้งนี้ จะนำพาเอาไอเดีย และเรื่องเล่าดี ๆ กลับมาฝากทุกคน

บางครั้ง การเริ่มต้นใหม่ในวัย 50 ไม่ต้องการความกล้า และเร็ว แบบตอนอายุ 20

แต่มันต้องการ “สายตา”
ที่มองโลกได้ลึก และ คม กว่าเดิม

~ moon 11 ~

ที่อยู่

ถนนวงแหวนรอบสอง ( หมู่บ้านพิมุกต์ บ้านเลขที่ 239/28 ตำบลสันพระเนตร อ. สันทราย จ. Chiang Mai
Chiang Mai
50210

เบอร์โทรศัพท์

+66858636448

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Moon 11 โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Moon 11:

ทางลัด

แชร์